ความรุนแรง เกิดจากความอ่อนแอและวินัยไม่มีเสรีภาพก็หายไป

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

เสรีภาพที่สร้างสรรค์ ของสังคมประชาธิปไตย

ทีนี้ เสรีภาพนั้น ถ้าจัดถ้าใช้ไม่เป็น ก็ทำให้เสียโอกาส

เสรีภาพที่ผิด คือที่เข้าใจผิดและใช้ผิด กลับมาทำลายโอกาส อย่างน้อยคนก็วุ่นวายทะเลาะเบาะแว้งกัน แล้วก็ทำให้คนอื่นเสียโอกาส ตัวเองจะเอาโอกาสไปใช้ทำโน่นทำนี่ตามชอบใจ เลยยิ่งเกิดความวุ่นวายทำลายโอกาสหนักเข้าไปอีก

เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจเรื่องนี้ จะต้องมองให้ชัดให้ตลอด ไม่ใช่เอาแค่ว่า มีเสรีภาพ คือจะได้กินได้เสพได้บริโภคตามชอบใจ หรือจะทำอะไรตามใจชอบ

แต่คนมักจะคิดแค่นี้ คิดแค่เรื่องเสพเรื่องบริโภค ไม่ได้มองว่าชีวิตสังคมมนุษย์เรานี้ มีอยู่เพื่อวัตถุประสงค์ที่สูงขึ้นไปกว่านั้น

มนุษย์มิใช่มีชีวิตและสังคมไว้แค่เพื่อกินเสพบริโภค แต่เราต้องอาศัยสิ่งที่กินเสพบริโภคเหล่านี้เป็นฐานที่จะก้าวขึ้นไปสู่การมีชีวิตและสังคมที่ดีงามมีความสุข (แล้วชีวิตและสังคมที่ดีงามมีความสุข ก็เป็นหลักประกันให้เรามีสิ่งกินเสพบริโภค)

การที่เราต้องมีวินัยมีเสรีภาพ ก็เพื่อวัตถุประสงค์อย่างนั้น

ตัวอย่างเช่น การที่เรามีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนี่ เราก็นึกว่า คือเรามีโอกาสแล้ว เราคิดอย่างไร เราเห็นอย่างไร เราจะได้พูดไปตามที่เราอยากจะพูด แต่ที่จริงมันไม่ใช่แค่นั้นหรอก

เสรีภาพนี่ เพื่ออะไร เรามีเสรีภาพเพื่ออะไร เสรีภาพเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยใช่ไหม?

แล้วประชาธิปไตย มีไว้เพื่ออะไร ก็เพื่อให้สังคมของเราอยู่ดีมีสันติสุข เป็นที่ซึ่งผู้คนมีชีวิตที่ดีเจริญงอกงาม มีการพัฒนาได้อย่างดี

ทีนี้ สังคมจะดีได้อย่างไร สังคมจะดีได้ ก็ต้องมีคนหรือมีสมาชิกที่ดีมาประกอบกันขึ้น หรือมาช่วยกันสร้างขึ้น

ตามปกติ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพของตน มีสติปัญญาความสามารถของตัวๆ และควรมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตัวนั้นยิ่งขึ้นไปด้วย

ดังนั้น ถ้าจะให้สังคมดี เราก็ต้องเอาสติปัญญาความรู้ความสามารถของแต่ละคนมาใช้ประโยชน์ในการสร้างสังคมนั้น คือต้องให้คนมีโอกาสและสามารถใช้โอกาสที่จะแสดงหรือเสนอสติปัญญาความสามารถของเขาออกมา พร้อมทั้งให้มีโอกาสพัฒนาสติปัญญาความสามารถของเขานั้นให้มากขึ้น

นี่ก็คือ เหตุผลที่ต้องให้มีเสรีภาพ

ถ้าคนไม่มีเสรีภาพ ถ้าไปปิดกั้นโอกาสหรือปิดกั้นไม่ให้เขาใช้โอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นเสียแล้ว สติปัญญาความสามารถที่เขามีอยู่ ก็ไม่ออกมาเป็นประโยชน์ที่จะช่วยจะร่วมสร้างสรรค์สังคม ทั้งที่เขามีสติปัญญาดี แต่พูดไม่ออก พูดไม่ได้ ก็เอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้

พอมีเสรีภาพ เขาใช้โอกาสแสดงความรู้ความคิดเห็นได้ ความดีงามสติปัญญาความรู้ความสามารถของเขา ก็ออกมาเป็นประโยชน์แก่สังคม ออกมาเป็นส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตย

ก็เลยกลายเป็นว่า เสรีภาพนั้นเป็นช่องทางที่จะเอาสิ่งที่ดีในแต่ละคนออกมาใช้ประโยชน์ ไม่ใช่เอาแค่คิดว่า ฉันมีโอกาสแล้วนะ ฉันจะใช้โอกาสนี้แสดงความคิดเห็นของตัวตามใจฉัน ฉันนึกอะไรได้รู้สึกอย่างไรอยากพูดอะไร ก็แสดงไป โดยไม่ได้คำนึงว่าจะจริงจะดีจะเป็นประโยชน์หรือไม่ หรือจะร้ายจะเป็นการทำลาย ก็ช่างมัน

เพราะฉะนั้น คนที่เข้าใจเหตุผลและมีใจเอื้อ รู้จักมองสองชั้น จะคิดต่อไปว่า เออ... โอกาสของเรา ก็หมายถึงโอกาสของสังคมด้วย

การที่เรามีโอกาสแสดงความคิดเห็นนั้น ที่แท้แล้วก็หมายความว่า สังคมประชาธิปไตยนี้ จะได้มีโอกาสเอาความดีงามความรู้ความสามารถสติปัญญาของเรานี่ ไปเป็นส่วนร่วมใช้ประโยชน์ได้

เป็นอันว่า ต้องมองให้ถูกทาง มองไกลสักหน่อย ให้ถึงจุดหมายของประชาธิปไตยว่า มันอยู่ที่จะสร้างสรรค์สังคมให้ดี แล้วเราก็พยายามเอาสติปัญญาของแต่ละคนไปใช้ประโยชน์ให้ได้

พอนึกอย่างนี้แล้ว ก็จะแสดงความคิดเห็นด้วยความรับผิดชอบ ว่าเราจะไม่ทำให้คนเข้าใจผิด จะพูดให้ตรงตามข้อมูลข้อเท็จจริง ให้คนเข้าใจถูกต้องชัดเจน ไม่ใช่ว่าตัวเองชอบใจจะคิดอย่างไร จะรู้สึกอย่างไร จะนึกสนุกอะไร จะแกล้งใคร ก็แสดงเรื่อยเปื่อยไป

ต้องคิดว่า อ๋อ... ที่แท้นั้น หลักประชาธิปไตยต้องการให้สังคมส่วนรวมได้ประโยชน์จากเรา ให้ทุกคนรวมทั้งตัวเราได้ประโยชน์ จนถึงกับตรากฎหมายขึ้นเป็นวินัย เพื่อจัดให้มีโอกาสที่จะแสดงความรู้ความคิดเห็นไว้ และเปิดให้เรามีเสรีภาพ ที่จะใช้โอกาสนั้นได้

เรามีความรู้ความคิดเห็นอย่างนี้ เมื่อเราพูดออกไปอย่างนี้ๆ จะช่วยให้คนทั่วไปได้ความรู้ มีสติปัญญา เอาไปช่วยกันสร้างสรรค์สังคมได้ดีไหม เออ... ถ้าอย่างนั้น เราจะต้องพยายามศึกษาให้ดีเสียก่อน หาข้อมูลความรู้ให้มันชัดเจน แล้วจึงจะมาแสดงมาพูด

อย่างนี้จึงจะเป็นการใช้เสรีภาพอย่างมีวัตถุประสงค์ที่ถูกต้อง เป็นการสร้างสรรค์ แล้วมันก็ประสานกับวินัยด้วย นี่แหละ เมื่อทำอย่างนี้ วินัยกับเสรีภาพก็ประสานกัน ในการทำให้เกิดโอกาสและใช้โอกาส แล้วก็จะทำให้เกิดความเจริญงอกงาม

แต่ถ้ามองเสรีภาพในความหมายชั้นเดียวว่า ข้าจะพูดจะทำได้ตามชอบใจแล้ว จบแค่นั้น เราก็จบ ประชาธิปไตยก็จบ และสังคมก็จะจบ คือจบจอดมอดม้วยด้วยกันหมด

เสรีภาพแบบที่ว่า ข้าจะกิน จะเอา จะเสพ จะบริโภคอย่างไร ก็ให้ได้อย่างที่ข้าต้องการ นี่ก็ไม่ไปไหน คนที่แสดงอย่างนี้ ก็คือไม่มีความรู้ความคิดอะไร มีแต่ความรู้สึก

สังคมที่คนมีแต่ความรู้สึกอย่างเดียว ก็คือไร้ปัญญา ย่อมไปไม่รอด แค่คุณภาพชีวิตของตัวคนที่ใช้เสรีภาพนั้นเอง ก็เสื่อมแล้ว จึงต้องเอาปัญญามาพิจารณาความรู้สึกของตัวด้วย

เนื้อหาในเว็บไซต์นอกเหนือจากไฟล์หนังสือและไฟล์เสียงธรรมบรรยาย เป็นข้อมูลที่รวบรวมขึ้นใหม่เพื่อช่วยในการศึกษาค้นคว้าของผู้สนใจ โดยมิได้ผ่านการตรวจทานจากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
ผู้ใช้พึงตรวจสอบกับตัวเล่มหนังสือหรือเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง